เรื่อง
Download
1. คู่มือการใช้งานและบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าชนิดแห้ง Low Voltage (Dry Type Class H)
2. คู่มือการใช้งานและบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าชนิดแห้งแบบ Cast Resin
3. คู่มือการใช้งานและบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าชนิดน้ำมัน
4. การทดสอบหม้อแปลงในระหว่างใช้งาน สำหรับงานบำรุงรักษาหม้อแปลง
1. Dry Type Transformer Class-H, 400V-210V, Dd0
2. Dry Type Transformer Class-H, 400V-182/105V, Dyn11
3. Oil-immersed Transformer Hermetically Sealed Type 33kV-400/230V,Dyn11
4. Oil-immersed Transformer Hermetically Sealed Type 24kV-416/240V, Dyn11
5. Oil-immersed Transformer Hermetically Sealed Type 22kV-400/230V, Dyn11
6. Oil-immersed Transformer Hermetically Sealed Type 12/24kV-416/240V, Dyn11
7. Oil-immersed Transformer Nitrogen Gas Sealed Type 33kV-400/230V, Dyn11
8. Oil-immersed Transformer Nitrogen Gas Sealed Type 24kV-416/240V, Dyn11
9. Oil-immersed Transformer Nitrogen Gas Sealed Type 22kV-400/230V, Dyn11
10. Oil-immersed Transformer Nitrogen Gas Sealed Type 12/24kV-416/240V, Dyn11
11. Oil-immersed Transformer Conservator Type 33kV-400/230V, Dyn11
12. Oil-immersed Transformer Conservator Type 24kV-416/240V, Dyn11
13. Oil-immersed Transformer Conservator Type 22kV-400/230V, Dyn11
14. Oil-immersed Transformer Conservator Type 12/24kV-416/240V. Dyn11
15. Dry Type Cast Resin Transformer 24kV-416/240V, Dyn11
16. Dry Type Cast Resin Transformer 22kV-400/230V, Dyn11
17. Dry Type Cast Resin Transformer 12/24kV-416/240V, Dyn11
18. Dry Type Cast Resin Transformer 33kV-400/230V, Dyn11
1. การทดสอบประจำ (Routine Test - Acceptance)
2. การขยายตัวของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในระบบไฟฟ้าของประเทศไทย
3. การเลือกหม้อแปลงไฟฟ้าสำหรับโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
1. Catalogue Thai Version
2. Catalogue English Version
3. Catalogue Dry Type Cast Resin
4. Service and Maintenance Catalogue
5. Solar Farm Transformer
1. Solar Catalogue
1. นโยบายว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น
2. นโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีและคู่มือจรรยาบรรณของบริษัท
3. นโยบายองค์กร
ตอบ :

Vector Group ที่ระบุในหม้อแปลงไฟฟ้าชนิด 3 เฟสเป็นคำอธิบายถึงมุมต่างเฟสของรูปคลื่นสัญญาณระหว่าง ขดลวดแรงสูงกับขดลวดแรงต่ำที่เฟสเดียวกัน โดย Dyn1 นั้นมีมุมต่างเฟสของขดลวดแรงต่ำล้าหลัง (Lag) ขดลวดแรงสูงอยู่ 30o ในขณะที่ Dyn11นั้น มุมต่างเฟสของแรงต่ำนำหน้า(Lead) แรงสูง 30o การกำหนดตัวเลข 11 หรือ 1 นั้นเป็นการเปรียบเทียบกับเข็มนาฬิกา ใน 1รอบจากหมายเลข 1 ถึง 12 คิดเป็น 1 cycle ของสัญญาณคลื่นคือ 360o แสดงว่าแต่ละหมายเลขของนาฬิกานั้นมีความแตกต่างกัน 30o ตามมุมไฟฟ้า เราสมมุติให้เฟสแรงสูงอยู่ที่ศูนย์นาฬิกา(หมายเลข 12) เมื่อเฟสแรงต่ำนำหน้าเฟสแรงสูง 30o แสดงว่าเข็มแรงต่ำ ต้องจะอยู่ที่ตัวเลข 11นาฬิกา เราจะเรียก Vector Group หรือ Phase Displacement ของหม้อแปลงนี้ว่า Dyn11 ในทำนองเดียวกันหากเฟสแรงต่ำล้าหลังแรงสูง 30o เข็มจะชี้ที่เลข 1นาฬิกา หม้อแปลงนี้คือ Dyn1 การใช้ตัวอักษร D , d , Y หรือ y นั้น จะกำหนดตามการต่อเชื่อมขดลวด 3 เฟสให้เป็น Delta หรือ Star(Y) ขดลวดด้านแรงสูงจะใช้สัญญลักณ์อักษรตัวใหญ่ เช่น D หรือ Y ส่วนขดแรงต่ำใช้อักษรตัวเล็กเช่น d หรือ y - ถ้าขดลวดด้านแรงสูงต่อแบบ Delta และขดแรงต่ำต่อแบบ Star เราจะเรียกเป็น Dyn.. - ถ้าขดลวดด้านแรงสูงต่อแบบ Star และขดแรงต่ำต่อแบบ Delta เราจะเรียกเป็น YNd.. - ถ้าขดลวดด้านแรงสูงต่อแบบ Delta และขดแรงต่ำต่อแบบ Delta เราจะเรียกเป็น Dd.. เป็นต้น - กรณีหม้อแปลง step down จาก 22kv delta เป็น 400/230v star เราเรียกเป็น Dyn.. - กรณีหม้อแปลง step up จาก 400v delta เป็น 22kv star เราเรียกเป็น YNd.. หม้อแปลงที่ต่าง vector group กันเช่น Dyn1 , Dyn11 , Dyn5 หรือ Dyn7 มีความแตกต่างกันเฉพาะการ ต่อสายภายในหม้อแปลง ทำให้มุมต่างเฟสระหว่างแรงสูงและแรงต่ำแตกต่างกัน ซึ่งไม่ได้มีผลต่อประสิทธิภาพ การใช้งานของหม้อแปลงแต่อย่างใด เราจึงเลือกใช้แบบไหนก็ได้ตามที่เห็นสมควร แต่หากจะต้องการเอา หม้อแปลงมาขนานกัน จำเป็นต้องใช้ Vector group แบบเดียวกันเท่านั้น ดังนั้นในทางปฏิบัติเรามักเลือกใช้ vector group ให้เหมือนๆกันในแต่ละที่ ยกตัวอย่างของประเทศเยอรมัน เขาใช้ Dyn5 เป็นมาตรฐาน ส่วนใน บ้านเราสำหรับงานเอกชนทั่วๆไปนั้นเลือกใช้ Dyn11 เป็นมาตรฐาน

ตอบ :

คำว่า Resonance ในระบบไฟฟ้าเป็นปรากฏการณ์ที่วงจรไฟฟ้าซึ่งประกอบด้วยตัว L (inductive reactance)และตัว C (capacitive reactance) มีค่าความต้านทานเท่ากันคือ XL = XC ค่าความต้านทานทั้งสองมีค่าตรง ข้ามกันคือของ L มีค่าเป็นบวกของ C มีค่าเป็นลบ เมื่ออุปกรณ์ ทั้งสองต่ออนุกรมกันในวงจรไฟฟ้า เราจะได้ ผลรวมของความต้านทานเท่ากับศูนย์ นั่นหมายความว่าเมื่อเราจ่ายแรงดันเข้าวงจรนี้จะมีกระแสไหลเป็น อนันต์(infinite) ในทางปฏิบัติค่า XL กับ XC มักจะไม่บังเอิญเท่ากันพอดี แต่ถ้าหากค่าทั้งสองมีค่าที่ใกล้กันก็จะ ทำให้มีกระแสไหลในวงจรเป็นจำนวนมาก ทำให้มีแรงดันที่สูงมากตกคร่อมอุปกรณ์แต่ละตัว นี่คือที่มาที่ทำให้ ตัว Lightning arrester ระเบิดตามที่ถูกกล่าวหาข้างต้นเพราะได้รับแรงดันสูงเกิน ทีนี้มาดูกันว่าในวงจรการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าจะเกิดการ Resonance ได้อย่างไร จาก Line 22kv ของ การไฟฟ้าเข้ามาที่หม้อแปลงมีอุปกรณ์ต่อร่วมกันดังนี้ Line A 22kv - dropout fuse - cable - เฟส A หม้อแปลง Line B 22kv - dropout fuse - cable - เฟส B หม้อแปลง Line C 22kv - dropout fuse - cable - เฟส C หม้อแปลง ที่หม้อแปลงขดลวดจะพันรอบแกนเหล็กและทั้งสามเฟสต่อเชื่อมถึงกัน ทางไฟฟ้าสิ่งนี้คือ L หรือความต้านทาน ที่เป็น Inductive reactance , ที่สาย cable จะปรากฏค่า Capacitance หรือ C ระหว่างตัวนำกับ Groundสาย cable ที่เป็นชนิด XLPE แบบ fully insulated ซึ่งมี shield ต่อลง Ground จะมีค่า C สูงกว่าสายแบบธรรมดามาก ยิ่งสายช่วงนี้ยาวมากเท่าใดก็ยิ่งมีค่า C สูงขึ้นมาก ที่นี้ลองนึกภาพวงจรที่มี XL , XC ข้างต้นดู จาก Line A เข้า Switch ( drop fuse ) ผ่านสาย Cable ที่มี C หรือ XC ต่อลง Ground อยู่ สาย Cable นี้ต่ออนุกรมกับ L หรือ XL แล้วครบวงจรลักษณะนี้กับ Line B และ C เมื่อเรา on switch ทั้งสามเฟสจะไม่มีปัญหาอะไรเพราะในวงจรนี้มีแต่ค่า XL ซึ่งค่า XC ที่ต่อลง Ground นั้นไม่ได้มีผลต่อระบบปัญหาจะเกิดเมื่อมีการ open switch ( open dropout fuse ) ตัวใดตัวหนึ่งหรือสองตัว ยกตัวอย่างขณะที่หม้อแปลงจ่ายไฟปรกติเกิด fuse เฟส B ขาดทำให้วงจรขาดที่ dropout B , ตอนนี้ลองไล่วงจรใหม่จากLine A ( หรือ C ก็ได้ ) ผ่าน switch ที่ drop fuse ผ่านสายไฟมาที่ XL ของหม้อแปลง (ระหว่างเฟส AB) แล้วมาต่ออนุกรมกับ XC ( ของเฟส B ) และลง Ground แสดงว่า วงจรไฟฟ้าใหม่นี้จะประกอบด้วย XLและ XC ต่ออนุกรมกันตามทฤษฎีข้างต้น ดังนั้นหากเกิดการ Resonance จะมีแรงดันสูงมากตกคร่อม XCทำให้อุปกรณ์ Lightning arrester ที่ต่ออยู่กับเฟส B ได้รับแรงดันเกินจนกระทั่งระเบิด การเกิด Resonance ในวงจรของแกนเหล็กหม้อแปลงนี้เขาก็เลยให้เกียรติตั้งชื่อว่า Ferroresonance ( Ferro แปลว่าเหล็ก ) การแก้ปัญหานี้อาจทำได้ด้วยการเปลี่ยน switch จาก dropout fuse ให้เป็น Load break switch ที่สามารถปลด-สับวงจรทีเดียวสามเฟสพร้อมๆกัน หรือ ทำอย่างไรให้มีค่า C เกิด ขึ้นน้อยๆก็จะไม่เกิดการ Resonanceหากต้องการข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมท่านสามารถดาวน์โหลดได้ใน MENU หลักของหน้า website นี้

ตอบ :
หม้อแปลงระบบไฟ 24kv-416/240v (tap -4 x 2.5%) ในเขต กฟน. จะนำไปใช้งานในเขตจ่ายไฟของ กฟภ.   
ที่เป็นแรงดัน 22kv (ระบบไฟของหม้อแปลงคือ 22kv-400/230v tap +/-2 x 2.5%) เมื่อดูที่แรงดันไฟเข้าไฟออก
และเปอร์เซ็นต์แท๊ปของทั้งสองระบบแล้วรู้สึกจะงงๆดูเหมือนจะไม่ค่อยจะเข้ากันได้ ก่อนจะตอบคำถามนี้ให้  
ลองดูตัวเลขแรงดันของแต่ละแท๊ปของหม้อแปลง กฟน.ดังนี้          
  Tap ที่ 1 แรงดัน  24000 v - 416 v            
  Tap ที่ 2 แรงดัน  23400 v - 416 v            
  Tap ที่ 3 แรงดัน  22800 v - 416 v            
  Tap ที่ 4 แรงดัน  22200 v - 416 v            
  Tap ที่ 5 แรงดัน  21600 v - 416 v            
ที่แท๊ป 3 สัดส่วนแรงดันที่หม้อแปลงคือ 22800 - 416 v ถ้าสมมุติเราจ่ายแรงดัน 22000 v เข้าที่แท๊ปนี้ เราจะ  
ได้ไฟออกมาที่ 401.4 v (คำนวณตามบัญญัติไตรยางค์) สังเกตว่าแรงดันนี้จะใกล้เคียงกับแรงดันที่แท๊ป 3 ของ  
หม้อแปลงในระบบของ กฟภ.คือ 22000 - 400 v. ( สำหรับแท๊ปอื่นๆก็จะใกล้เคียงเช่นกัน)    
                     
หม้อแปลงทั้งสองระบบต่างออกแบบที่ระดับ system voltage เดียวกันคือที่ max voltage 24kv ค่าแรงดัน  
BIL 125 KVp เท่ากัน จึงใช้ค่าทดสอบแรงดันเดียวกัน            
                     
สรุปแล้ว ในทางปฏิบัติเราสามารถนำหม้อแปลงไฟฟ้าในเขต กฟน. 24kv-416v tap -4 x 2.5% มาใช้งานใน  
เขต กฟภ. 22kv-400v tap +/-2 x 2.5% ได้โดยให้ผู้ผลิตหม้อแปลงคำนวนค่าแรงดันใหม่ให้สอดคล้องกับของ  
กฟภ. แล้วทำแผ่น name plate ใหม่และนำไปตรวจสอบที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก่อนการใช้งาน    
                     
ผลกระทบหม้อแปลงที่แรงดันใหม่มีดังนี้              
   - แรงดันไฟฟ้าที่ออกมาใช้งานแตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งไม่มีผลต่อการใช้งาน      
   - ค่า No-load loss จะลดลงเล็กน้อยเพราะเราจ่ายแรงดันน้อยลง        
   - ระดับเสียงอันเกิดจากแกนเหล็กลดลงเล็กน้อยอันเกิดจากการจ่ายแรงดันลดลง    
   - ค่า Load loss จะมากขึ้นเล็กน้อย            
   - ขนาด KVA ของหม้อแปลงอาจลดลงเล็กน้อย ( น้อยมาก )